
การตรวจแมมโมแกรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองและวินิจฉัยมะเร็งเต้านม โดยแพทย์จะใช้ระบบ BI-RADS (Breast Imaging-Reporting and Data System) เพื่อแบ่งระดับความผิดปกติของผลตรวจ ซึ่งช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพเต้านมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยผล BI-RADS แต่ละระดับ สามารถแปลความหมาย และมีคำแนะนำได้ดังนี้
| ผล BI-RADS | ความหมาย | โอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม | คำแนะนำ |
| BI-RADS 1 | ตรวจไม่พบความผิดปกติ | 0% | แนะนำให้ตรวจคัดกรองปีละ 1 ครั้ง |
| BI-RADS 2 | ตรวจพบสิ่งที่มีได้ตามปกติธรรมชาติในเต้านม | 0% | แนะนำให้ตรวจคัดกรองปีละ 1 ครั้ง |
| BI-RADS 3 | ตรวจพบสิ่งที่คาดว่าน่าจะปกติที่พบได้ในเต้านม | 0–2% | ตรวจติดตามทุกๆ 6 เดือนจนครบ 2 ปี |
| BI-RADS 4 | ตรวจพบสิ่งที่สงสัยว่าผิดปกติ | 2–95% | เจาะชิ้นเนื้อ เพื่อตรวจพิสูจน์ |
| BI-RADS 5 | ตรวจพบสิ่งที่สงสัยว่าผิดปกติ | >=95% | เจาะชิ้นเนื้อ เพื่อตรวจพิสูจน์ |
ทำไมการแปลผล BI-RADS จึงสำคัญ?
- ช่วยประเมินความเสี่ยง – ระบบ BI-RADS ช่วยระบุโอกาสที่ก้อนเนื้อผิดปกติจะเป็นมะเร็ง ทำให้สามารถวางแผนการตรวจติดตามหรือการรักษาได้อย่างเหมาะสม
- ลดความวิตกกังวลโดยไม่จำเป็น – สำหรับผู้ที่ได้รับผล BI-RADS 1 หรือ 2 ซึ่งหมายถึงไม่พบความผิดปกติ หรือพบสิ่งที่ไม่ใช่มะเร็ง การทราบผลที่แน่นอนจะช่วยให้มั่นใจในสุขภาพของตนเอง
- การเฝ้าระวังและติดตามผล – หากผลตรวจอยู่ในระดับ BI-RADS 3 (พบสิ่งที่คาดว่าเป็นปกติ) ควรได้รับการตรวจติดตามทุก 6 เดือนเพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของก้อนเนื้อ
- วางแผนการตรวจชิ้นเนื้อและรักษา – สำหรับผู้ที่มีผล BI-RADS 4 หรือ 5 ซึ่งมีความเสี่ยงสูง จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น การเจาะชิ้นเนื้อ เพื่อยืนยันผลและกำหนดแนวทางรักษาต่อไป
ข้อแนะนำในการดูแลสุขภาพเต้านม
- ตรวจคัดกรองแมมโมแกรมเป็นประจำ – แนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุกปี
- หมั่นสังเกตความผิดปกติของเต้านม – หากพบก้อนเนื้อ ผิวหนังเปลี่ยนแปลง หรือมีของเหลวไหลออกจากหัวนม ควรพบแพทย์ทันที
- ปรึกษาแพทย์เมื่อมีความเสี่ยงสูง – หากมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม ควรตรวจคัดกรองเร็วขึ้นหรือพิจารณาการตรวจพันธุกรรม
การแปลผล BI-RADS อย่างถูกต้องและการติดตามผลอย่างเหมาะสม สามารถช่วยให้ตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ได้





